นกระบวนการผลิต Wire & Cable ที่ต้องเดินเครื่องอย่างต่อเนื่อง มีจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ รอยต่อของตัวนำ (Wire Joint)
รอยต่ออาจเกิดจากการเชื่อมต่อ Material ระหว่างกระบวนการผลิต เช่น การบัดกรีหรือการเชื่อมต่อด้วยแรงกด ซึ่งบริเวณดังกล่าวอาจมีคุณสมบัติของวัสดุหรือรูปร่างแตกต่างจากส่วนปกติ
1. ทำไมรอยต่อจึงเป็นจุดที่ต้องตรวจสอบ?
บริเวณรอยต่ออาจมีลักษณะแตกต่างจากตัวนำปกติ เช่น
- Material Variation: วัสดุบริเวณรอยต่ออาจมีองค์ประกอบแตกต่างจากส่วนปกติ
- Shape Variation: รูปร่างหรือโครงสร้างของรอยต่ออาจแตกต่างจากเส้นลวดทั่วไป
- Hidden Joint: รอยต่อบางประเภทอาจไม่ทำให้เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
ดังนั้น การตรวจสอบด้วยสายตาหรือการวัด Diameter เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับตรวจจับรอยต่อบางประเภท โดยเฉพาะงานที่ต้องการตรวจจับรอยต่อของตัวนำระหว่างที่ผลิตภัณฑ์กำลังเคลื่อนที่บนไลน์
2. ตรวจจับ Wire Joint ได้อย่างไร?
หนึ่งในแนวทางคือการใช้ Joint Detector ซึ่งออกแบบมาเพื่อตรวจจับความผิดปกติบริเวณรอยต่อของตัวนำ
หลักการทำงานของระบบใช้การตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับ Eddy Current Loss เมื่อบริเวณรอยต่อเคลื่อนที่ผ่าน Sensor ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อแยกรอยต่อออกจากสภาวะปกติ
จุดเด่นของแนวทางนี้คือ
- Non-contact Detection: ตรวจจับโดยไม่ต้องสัมผัสตัวนำโดยตรง
- High-speed Detection: รองรับการตรวจจับขณะเส้นลวดเคลื่อนที่
- Continuous Monitoring: สามารถตรวจจับต่อเนื่องระหว่างกระบวนการผลิต
- Detection Output: ส่งสัญญาณเมื่อระบบตรวจพบรอยต่อ เพื่อให้เครื่องจักรหรือระบบที่เกี่ยวข้องนำไปใช้งานต่อได้ตามการออกแบบ
แนวทางนี้ช่วยให้โรงงานตรวจจับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบน Production Line ได้ โดยไม่ต้องอาศัยการตรวจสอบด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว
3. แล้วรอยต่อที่ไม่มีความนูนภายนอกล่ะ?
นี่เป็นอีกประเด็นที่ควรพิจารณา – รอยต่อบางประเภทอาจเกิดจากการเชื่อมต่อด้วยแรงกดหรือการเชื่อมโลหะ โดยไม่ได้ทำให้ Outside Diameter เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
หากใช้การตรวจสอบเฉพาะขนาดภายนอก จึงอาจไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีรอยต่ออยู่หรือไม่
ระบบ Joint Detection บางรุ่นสามารถตรวจจับรอยต่อประเภทนี้ได้ รวมถึงรอยต่อใน Shielded Cable บางลักษณะ ทั้งนี้ ความสามารถขึ้นอยู่กับรุ่น ชนิดของตัวนำ และสภาพการติดตั้ง
การเลือก Sensor จึงควรพิจารณาจากชนิดวัสดุ วิธีการเชื่อมต่อ และลักษณะของรอยต่อที่ต้องการตรวจจับ
4. ถ้าเป็นปัญหาสายขาด ต้องใช้วิธีเดียวกันหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป – แม้ระบบในกลุ่ม Joint / Wire-Break Detection จะมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกัน แต่หลักการตรวจจับอาจแตกต่างกันตามประเภทของปัญหา
ตัวอย่างเช่น
- Joint Detection : เน้นตรวจจับรอยต่อของตัวนำที่มีลักษณะแตกต่างจากวัสดุปกติ
- Wire-Break Detection : เน้นตรวจจับภาวะที่ตัวนำหรือสายไฟขาด โดยอาจใช้หลักการตรวจวัดทางไฟฟ้าที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์
ดังนั้น หากโรงงานต้องการตรวจจับทั้งรอยต่อและสายขาด ควรระบุความต้องการให้ชัดเจนก่อนเลือกอุปกรณ์ เพราะไม่ควรสรุปว่า Sensor ทุกชนิดจะตรวจจับปัญหาได้ทั้งสองแบบ
5. โรงงานควรเริ่มตรวจสอบจากอะไร?
ก่อนเลือกใช้ระบบตรวจจับ ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้
- ผลิตภัณฑ์เป็น Copper Wire, Steel Wire หรือ Conductor ชนิดใด?
- รอยต่อเกิดจากการบัดกรี การเชื่อม หรือการเชื่อมต่อด้วยแรงกด?
- ต้องตรวจจับรอยต่อที่มี Diameter เปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลง?
- เส้นลวดมีการสั่นหรือแกว่งระหว่างวิ่งผ่าน Sensor มากน้อยเพียงใด?
- ต้องการเพียงสัญญาณแจ้งเตือน หรือต้องส่งสัญญาณไปยังระบบควบคุมด้วย?
- ต้องการตรวจจับสายขาดเพิ่มเติมหรือไม่?
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เลือกชนิด Sensor และวิธีติดตั้งได้ตรงกับสภาพการผลิตจริงมากขึ้น
💡TIP
ตรวจจับรอยต่อให้ทัน ก่อนส่งต่อไปยังกระบวนการถัดไป
ในโรงงานที่ผลิต Wire & Cable การตรวจจับรอยต่อไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะการตรวจพบความผิดปกติเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ระบบการผลิตรับรู้ได้ว่า มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ณ จุดใดของกระบวนการ
หากผลิตภัณฑ์ของคุณมีข้อกำหนดเกี่ยวกับรอยต่อ หรือจำเป็นต้องตรวจจับ Wire Joint ระหว่างการผลิต การประเมินระบบตรวจจับให้เหมาะกับชนิดตัวนำและความเร็วของ Line คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ








